พระราชดำรัสในหลวง 5 ธันวาคม 2552
“ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปราถนาดีมุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุข ความสวัสดีด้วยประการต่างๆ ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงไปได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้ผิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น
จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน หมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วทำตั้งจิต ตั้งใจ ให้เที่ยงตรงหนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือ ชาติ บ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืนไป
ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิผลขึ้นแก่ท่าน ทั่วหน้ากัน”
พระราชดำรัสของในหลวง วันที่ 5 ธันวาคม ประจำปี พ.ศ. 2552 ขอมาลงไว้ในบล็อกแห่งนี้ ให้อ่านกันนะครับ เพื่อว่าใครไม่มีโอกาสได้ฟังสดๆ ในวันนั้นครับ
Archive for the 'คำสอนจาก...พระบรมราโชวาท' Category
พระราชดำรัสในหลวง 5 ธันวาคม 2552
Published by December 12th, 2009 in คำสอนจาก...พระบรมราโชวาท. 1 Commentปัญหาทุกอย่างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีทางแก้ไขได้
ถ้ารู้จักคิดให้ดี ปฏิบัติให้ถูก
การคิดได้ดีนั้น มิใช่การคิดได้ด้วยลูกคิดหรือด้วยสมองกล
เพราะโลกเราในปัจจุบันจะวิวัฒนาการไปมากเพียงใดก็ตาม
ก็ยังไม่มีเครื่องมืออันวิเศษอันใด
สามารถขบคิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์
การขบคิดวินิจฉัยปัญหา จึงต้องใช้สติปัญญา
คือคิดด้วยสติ รู้ตัวอยู่เสมอ
เพื่อหยุดยั้งและป้องกันความประมาทผิดพลาด
และอคติต่างๆ มิให้เกิดขึ้น
ช่วยให้การใช้ปัญญาพิจารณาปัญหาต่างๆ
เป็นไปอย่างเที่ยงตรง ทำให้เห็นเหตุ เห็นผลที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน
เป็นกระบวนการได้กระจ่างชัดทุกขั้นตอน
————————————————————————————–
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 สิงหาคม 2539
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ที่เป็นอยู่แก่เราในวันนี้
ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน ต้นเรื่องนั้นคือเหตุ สิ่งที่ได้รับคือผล
และผลที่ท่านมีความรู้อยู่ขณะนี้
จะเป็นเหตุให้เกิดผลอย่างอื่นต่อไปอีก
คือทำให้สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ ทำงานที่ต้องการได้
แล้วการทำงานของท่าน
คุณธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจนั้น
ประการหนึ่ง ได้แก่ การให้
คือ การให้สงเคราะห์ช่วยเหลือกัน ให้อภัยกัน
ไม่ถือโทษกัน ให้คำแนะนำตักเตือนที่ดีต่อกัน
ประการที่สอง ได้แก่ การมีวาจาดี
คำว่า พอเพียง มีความหมายว่า พอมีกิน
เศรษฐกิจแบบพอเพียง หมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้
ไม่ต้องขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง
แปลจากภาษาฝรั่งได้ว่า ให้ยืนบนขาตัวเอง
หมายความว่า สองขาของเรายืนบนพื้นให้อยู่ได้
ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมของคนอื่นเพื่อที่จะยืนอยู่
คำว่า พอ
คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย
เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย
พอเพียง อาจมาก อาจมีของหรูหราก็ได้
แต่ว่า ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น
————————————————————————————–
พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสที่คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้า
ถวายพระพรชัยมงคล ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541

Comments